สธ.พบชาวลัวะ,ม้งที่จ.น่าน “ห้าม”หญิงท้องกินไข่ เนื้อหมู เพราะกลัวเด็กพิการ ส่งผลต่อน้ำหนัก - พัฒนาการลูก

วันอังคารที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561

สธ.พบชาวลัวะ,ม้งที่จ.น่าน “ห้าม”หญิงท้องกินไข่ เนื้อหมู เพราะกลัวเด็กพิการ ส่งผลต่อน้ำหนัก - พัฒนาการลูก


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดสุขศาลาพระราชทานบ้านป่าก๋ำ ต.ดงพญา อ.บ่อเกลือ จ.น่าน  ซึ่งเป็นสุขศาลา 1 ใน 3 แห่งในพระราชดำริให้จัดตั้งเพื่อดูแลประชาชนในพื้นที่ห่างไกลกว่า 1,600 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวลัวะและม้ง  ยังมีความเชื่อเรื่องจิตวิญญาน ห้ามหญิงตั้งครรภ์กินไข่ เนื้อหมู ปลา เพราะเชื่อว่าจะทำให้เด็กพิการ ส่งผลให้เด็กหลังคลอด 1 ใน 5 มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน มีพัฒนาการอยู่ในข่ายสงสัยล่าช้าสูงถึงร้อยละ 68 กรมสุขภาพจิตเร่งแก้ไขโดยส่งเสริมเพิ่มทักษะพ่อแม่ในการเลี้ยงดูเด็ก และวางแผนตรวจระดับไอคิวเด็กป.1 ในปลายเดือนหน้า

16 มกราคม 2561 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในจ.น่าน ทรงตัดริ้บบิ้นเปิดอาคารสุขศาลาพระราชทานบ้านป่าก๋ำ ต.ดงพญา อ.บ่อเกลือ ทรงเยี่ยมชมกิจกรรมบริการ โดยมีนาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วยผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 1 ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากกรมสุขภาพจิต กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่านเฝ้ารับเสด็จ

     นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง กราบทูลถวายรายงานว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งสุขศาลาพระราชทานจำนวน 3 แห่งในจังหวัดน่าน ประกอบด้วย สุขศาลาพระราชทานบ้านป่าก๋ำ ต.ดงพญา อ.บ่อเกลือ , สุขศาลาพระราชทานโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนี 21 ตุลาคม พ.ศ.2543 ที่บ้านสะไล ต.บ่อเกลือเหนือ อ.บ่อเกลือ และสุขศาลาพระราชทานบ้านห้วยปูด ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ เพื่อให้บริการรักษาพยาบาลขั้นต้นและการสาธารณสุข แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร โดยพระราชทานทรัพย์จำนวน 1 ล้านบาท ก่อสร้างอาคารสุขศาลาพระราชทานบ้านป่าก๋ำขนาดชั้นเดียวพร้อมครุภัณฑ์ทางการแพทย์อีก 26 รายการ อาทิ เตียงนอนผู้ป่วยชนิดปรับได้ เตียงและรถเข็นทำแผล เครื่องผลิตอ๊อกซิเจน เครื่องฟังเสียงหัวใจทารกในครรภ์ เครื่องวัดปริมาณอ๊อกซิเจนปลายนิ้ว เปลหามผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉิน โดยมีพนักงานสาธารณสุข ซึ่งเป็นชาวลัวะให้บริการประจำ 1 คน ดูแล 4 กลุ่มบ้านได้แก่ บ้านขุนน้ำจอน บ้านป่าก๋ำ บ้านห้วยลัวะ และบ้านปางกบ ประชาชนรวม 518 คน เป็นชาวลัวะและม้ง เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2561เป็นต้นมา โดยไม่คิดมูลค่า มีผู้ป่วยรับบริการ 30 คน ส่วนใหญ่เป็นไข้หวัด ปวดเมื่อย ส่วนอีก 2 แห่ง ได้เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2560 เป็นต้นมา มีผู้ป่วยแห่งละประมาณ 100 คน 

     สุขศาลาพระราชทานทั้ง 3 แห่งนี้ ดูแล 9 คุ้มบ้าน จำนวน 340 หลังคาเรือน ประชากรทั้งหมด 1,643 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวลัวะและม้ง ให้บริการรักษาพยาบาลเบื้องต้นทั้งปกติและฉุกเฉิน ฝากครรภ์ เยี่ยมบ้าน วางแผนครอบครัว ตรวจคัดกรองหาโรคเรื้อรัง ให้สุขศึกษา มีระบบการปรึกษาและรักษาโดยแพทย์จากโรงพยาบาลชุมชนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมพัฒนาระบบบริการ โดยมีองค์การบริหารส่วนตำบลร่วมบริหารจัดการทั้ง 3 แห่ง ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขได้สนับสนุนด้านการอบรมพัฒนาบุคลากรประจำสุขศาลาแห่งละ 1 คน ซึ่งคัดเลือกจากประชาชนในหมู่บ้าน รวมทั้งอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน สนับสนุนเวชภัณฑ์ยาจำเป็นพื้นฐานต่อเนื่องแห่งละ 32 รายการอุปกรณ์ทำแผล ชุดทำคลอดฉุกเฉิน พัฒนาด้านมาตรฐานบริการ ด้านโภชนาการเด็ก ในส่วนของกรมสุขภาพจิต ดำเนินการด้านการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก พัฒนาไอคิว และอีคิวเด็กซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณภาพการทำงานของสมอง เพื่อให้เด็กมีคุณภาพครบถ้วนทั้งกาย ใจ สติปัญญาดี มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี     

     สำหรับปัญหาหลักของพื้นที่นี้ ประชาชนส่วนใหญ่ยังนับถือหมอผี หรือหมอฮีต ซึ่งเป็นความเชื่อเรื่องของจิตวิญญานควบคู่กับสิ่ชงศักดิ์สิทธิ์ในหมู่บ้านสื่บเนื่องมาจากบรรพบุรุษ เมื่อป่วยแล้วมักจะไม่ไปพบแพทย์ ยกเว้นรายที่อาการรุนแรงจริงๆ ที่ต้องเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจคือยังมีความเชื่อห้ามหญิงตั้งครรภ์กินปลาหนัง เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ นม เพราะเชื่อว่าจะทำให้เด็กในครรภ์พิการ ซึ่งขัดกับการส่งเสริมโภชนาการในหญิงตั้งครรภ์ และยังให้เด็กทารกวัย1เดือน กินข้าวที่แม่เคี้ยวให้ เพราะกลัวลูกตาย ส่งผลให้เด็กมีปัญหาโภชนาการค่อนข้างมาก โดยมีน้ำหนักตัวแรกคลอดต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน คือ 2,500 กรัมมากถึงร้อยละ 22 ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการของเด็กด้วย ผลการตรวจเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบทั้งหมด 65 คน จาก 3 หมู่บ้าน ในช่วงปลายปี 2560 พบเด็กมีพัฒนาการปกติสมตามวัยจำนวน 25 คน ส่วนที่เหลืออีก 40 คน พัฒนาการอยู่ในข่ายสงสัยล่าช้าคิดเป็นร้อยละ 68 มากที่สุดที่บ้านป่าก๋ำร้อยละ 83 บ้านห้วยปูดพบร้อยละ 80 ส่วนใหญ่ล่าช้าด้านความเข้าใจและการสื่อภาษา และการใช้มือหยิบจับสิ่งของ ส่วนด้านร่างกายพบเด็กกว่าร้อยละ 29 ยังเตี้ย

     ทั้งนี้เด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการล่าช้า หากได้รับการแก้ไขกระตุ้นจากการเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เนิ่นๆ จะกลับมาสมวัยได้สูงเนื่องจากเป็นช่วงที่สมองเจริญเติบโตสูงที่สุด กรมสุขภาพจิตได้สนับสนุนชุดเครื่องมือกระตุ้นพัฒนาการเด็กปฐมวัย พร้อมส่งผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จ.เชียงใหม่ ดำเนินการร่วมกับพื้นที่ควบคู่กับดูแลสุขภาพกายด้านโภชนาการ น้ำหนักส่วนสูง การให้วัคซีนป้องกันโรค โดยสร้างการมีส่วนร่วมครอบครัว ส่งเสริมเพิ่มทักษะในการเลี้ยงดูของพ่อแม่ เน้นการสร้างวินัยเชิงบวกให้เด็ก โดยการกอดลูก เล่นกับลูก เล่านิทาน เต้นประกอบเพลง และวาดรูป โดยประยุกต์ให้สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย จะประเมินซ้ำอีกครั้งในวันที่ 26-28 กุมภาพันธ์ 2561 พร้อมทั้งวางแผนจะตรวจระดับไอคิวเด็กประถมศึกษาปีที่ 1ด้วย เพื่อให้เด็กในพื้นที่เหล่านี้มีไอคิว 100 จุดเท่ามาตรฐานสากล ด้วยมาตรการต่างๆ เช่น การป้องกันการขาดสารไอโอดีน ซึ่งบางหมู่บ้านยังใช้เกลือที่มีไอโอดีนเพียงร้อยละ 72 เท่านั้น รวมทั้งการเสริมธาตุเหล็ก และสารอาหาร โดยไอคิวของเด็กมาจากกรรมพันธุ์ร้อยละ 68 ที่เหลือได้มาจากการเลี้ยงดู อาหารการกินโดยเฉพาะนมแม่ โปรตีน ไอโอดีน ธาตุเหล็ก   



บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ