ข่าว “ครูพี่เลี้ยงจุ๋ม”ทำร้ายเด็กในโรงเรียนเอกชนชื่อดังได้สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป เคสนี้ไม่ใช่แรกที่เด็กถูกทำร้ายในโรงเรียน แต่เป็นเคสที่มีกล้องวงจรปิด มีหลักฐานชัดเจน
เรื่องดังกล่าวเป็นโจทย์ใหญ่ให้ผู้ใหญ่ในแวดวงการศึกษาต้องออกโรงมาช่วยเด็กและผู้ปกครอง และพร้อมที่จะปฏิรูประบบการคัดกรองบุคลากรที่จะมาทำหน้าที่ดูแลเด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กได้ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีเมื่ออยู่ในสถานศึกษา
ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และเครือข่าย จัดเวทีระดมข้อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย หัวข้อ “ผ่าตัดนโยบายให้เด็กปฐมวัยมีพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างสรรค์และปลอดภัย” ใช้รูปแบบ Online Policy Crowdsourcing สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมภาคประชาชน เพื่อเสนอแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก ขับเคลื่อนสู่กลไกระดับชาติภายใต้ พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562 เพื่อการมีส่วนร่วม เน้นเฝ้าระวัง-ป้องกัน-เยียวยา ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กในรั้วโรงเรียน และนำเสนอคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย บรรจุในแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยดูแลคุณภาพชีวิต-พัฒนาการ
“เด็กทุกคนต้องการให้มีคนสร้างแรงบันดาลใจที่อยากให้เขาทำตาม คนๆนั้นก็คือ แม่ ครู ซึ่งเด็กที่ยังเรียนในชั้นประถม แม่ และครูจะเป็นแรงบันดาลใจของเด็ก” ครูอุ้ย-อภิสิรี จรัลชวนะเพท ผู้ก่อนตั้งอนุบาลบ้านรักและผู้เชี่ยวชาญการศึกษาวอลดอร์ฟ กล่าว
ครูอุ้ย บอกว่า ชีวิตของตนเองคลุกคลีอยู่ในแวดงวงการศึกษามาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่แล้ว เพราะที่บ้านทำธุรกิจโรงเรียนเอกชน ระยะเวลา 60 ปี ที่ผ่านมาตนเองเห็นทั้งวิธีการสอนของคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ที่นี่เราจะไม่ใช้คำว่า โรงเรียนอนุบาล...แต่เราจะใช้คำว่า อนุบาลอย่างเดียว เด็กในวัยนี้ เป็นวัยที่ต้องได้รับการดูแล นั่นคือ คำว่าอนุบาล ไม่ใช่ต้องเรียนวิชาการเหมือนในโรงเรียน เพราะเด็กปฐมวัยเป็นวัยที่ตื่นตาตื่นใจไปทุกเรื่อง ที่อนุบาลบ้านรัก จะมองไปที่ธรรมชาติของเด็กในวัยนี้ว่าเขาต้องการอะไร แล้วเราจึงใส่สิ่งที่เด็กการเรียนรู้เข้าผ่านผ่านธรรมชาติการเล่น ซึ่งในช่วงตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ 3 ปี จะเป็นช่วงทองที่สำคัญของเด็กมากที่สุด บทบาทที่เด็กควรได้รับสาระการเรียนรู้คือ วิชาพื้นฐานชีวิต ได้แก่ งานบ้าน ,งานครัวเรือน และงานสวน ซึ่งการเรียนรู้ผ่านงานเหล่านี้ จะส่งผลให้เด็กมีพื้นฐานชีวิตที่เหมาะสมกับวัย และได้เรียนรู้ทักษะชีวิต ในส่วนตัวมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เราต้องแยกคำว่า อนุบาล ออกจากคำว่าโรงเรียนให้ชัดเจน เพราะวัยนี้เขาเรียนรู้ผ่านการเล่น สิ่งที่เห็นในคลิปนั้น วิธีการจัดการเรียนการสอนนั้นไม่เหมาะสมกับวัย รวมทั้งการลงโทษเด็กที่ไม่เหมาะสม
นางสาวเบญจรัตน์ จงจำรัสพันธ์ ผู้สมัครเข้าร่วมเวทีระดมข้อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย กล่าวว่า ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กอาจเกิดจากค่านิยม “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะการเลี้ยงดูเด็กด้วยความรุนแรงจะทำให้เด็กเกิดความกลัว ฝังใจกับสิ่งที่ถูกกระทำ และยังมีผลต่อพัฒนาการทั้งทางกายและใจ ซึ่งการจะลบค่านิยมเหล่านี้จะต้องปรับที่ผู้ใหญ่ทุกคน โดยปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็ก และปลูกฝังแนวทางการเลี้ยงดูเด็กด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์และปลอดภัย
ในเความคิดเก็นของนางสาวเบญจรัตน์ มีความสอดคล้องกับ เพจ Embassy of Sweden in Bangkok ที่ได้โพสต์ไว้ว่า ท่านทราบหรือมาว่า เมื่อปี พ.ศ.2522 สวีเดนเป็นประเทศแรกในโลกที่ห้ามการลงโทษที่ใช้กำลังหรือลงโทษเด็กให้อับอายขายหน้า เด็กๆควรได้รับการปฏิบัติเหมือนอย่างคนทั่วไปที่เป็นผู้ทรงสิทธิ การยกเลิกการลงโทษที่ใช้กำลังหรือลงโทษเด็กให้อับอายขายหน้าไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น หากแต่เป็นการกำหนดอนาคตของเราด้วย
ด้าน นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว (สสส.) กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ในสังคมไทยตอนนี้ คือการเป็นสังคมสูงวัย ทำให้ต้องเพิ่มการลงทุนในการพัฒนาเด็กปฐมวัยเพื่อให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและช่วยดูแลสังคมเราต่อไป ซึ่งจะต้องช่วยกันเฝ้าระวัง ป้องกัน เยียวยา ปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก เร่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เป็นพื้นที่เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ให้กับเด็กปฐมวัยอย่างถ้วนหน้า รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2561 พบว่าเด็กวัยอนุบาลคือกลุ่มวัยที่ถูกอบรมด้วยการทำร้ายร่างกายมากกว่าเด็กวัยอื่นๆ เสี่ยงต่อการเกิดบาดแผลทางใจ ซึ่งรายงาน ThaiHealth Watch 2563 พบว่า สายด่วนสุขภาพจิต 1323 มีเด็ก-เยาวชน โทรมาขอคำปรึกษาจำนวนมาก เพราะมีความเครียด วิตกกังวลสูง และกลัวเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งมีผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ สมอง และพัฒนาการของพวกเขาในระยะยาว
นางสาวณัฐยา กล่าวว่า ในการเวทีระดมความคิดในครั้งนี้ เราเห็นว่า การพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นภารกิจที่หลายหน่วยงานมีหน้าที่ร่วมกัน โดยประเทศไทยมีกลไกระดับชาติทำหน้าที่กำหนดทิศทาง มาตรฐาน และบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ภายใต้พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์ในการดำเนินงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีความต่อเนื่อง ทั่วถึงและเท่าเทียม โดยให้มีระบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่สร้างการมีส่วนร่วม บูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับชาติ ภูมิภาค ท้องถิ่น ชุมชนจนถึงครอบครัว ให้มีกระบวนการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีความหลากหลายแต่เป็นเอกภาพ มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล เป็นหลักประกันให้เด็กปฐมวัยได้รับการเลี้ยงดู พัฒนา ให้การศึกษาและได้รับการปกป้องเป็นพิเศษ ซึ่งในวันที่ 9 ตุลาคมนี้ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยมีกำหนดจะจัดประชุมเพื่อพิจารณาแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย จึงคาดหวังว่าข้อเสนอเชิงนโยบายที่ภาคประชาชนระดมสมองร่วมกันในวันนี้ จะเป็นข้อมูลนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการฯ เพื่อเป็นการสะท้อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่มีความห่วงใยต่อปัญหาการดูแลเด็กปฐมวัย
นายแพทย์บวร แมลงภู่ทอง กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัว กล่าวว่า นโยบายเด็กปฐมวัยในศตวรรษที่ 21 จะต้องลงทุนตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาถึงจะเกิดความคุ้มค่ามากกว่าการมาให้ความสำคัญเมื่ออยู่ในชั้นประถมศึกษา หากนโยบายเด็กปฐมวัยทำได้จะช่วยทำให้เด็กไทยมี 3 ทักษะใหญ่ ได้แก่ 1.ทักษะพื้นฐานสำหรับชีวิตประจำวัน คือ อ่านออก เขียนได้ เรียนรู้ได้อย่างมีความสร้างสรรค์ 2.ทักษะการมีความคิดอย่างมีวิจารณญาณ คือ รู้จักจัดการอารมณ์และสื่อสารเหตุการณ์ที่ซับซ้อน สามารถทำงานเป็นทีมได้ 3.ทักษะบุคลิกภาพ คือ การปรับตัวในชีวิตประจำวัน รู้จักคิดริเริ่ม มีภาวะผู้นำ กล้าลงมือทำ และใจสู้