ที่เดอะฮอลล์ กรุงเทพฯ เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันพ่อแห่งชาติ ปี 2563 พร้อมเสวนา หัวข้อ “เมื่อพ่อต่อสู้กับโรค-ภัย เพื่อชีวิตใหม่ของครอบครัว” นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผอ.สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยสี่ยงทางสังคม สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันมีเด็กเยาวชนหน้าใหม่ที่เข้าไปสู่สิ่งยั่วยุเหล้าบุหรี่ ตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้เกิดโรคต่างๆตามมาเมื่ออายุมากขึ้น หรือแม้กระทั่งเป็นผู้กระทำให้ผู้อื่นต้องได้รับการบาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิตจากการดื่มแล้วขับ ในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อายุน้อยกว่า 20 ปี เป็นกลุ่มที่เสียชีวิตสูงสุด เฉลี่ยปีละ 3,527 คน และปัจจุบัน ปี 2562 พบว่ามีเด็กและเยาวชน ในกลุ่มอายุน้อยกว่า 20 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์สูงสุด จำนวน 1,900 คน ปัจจัยเสี่ยงเรื่องการสูบบุหรี่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด 2-4 เท่า และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดถึง 25 เท่า ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากตัวผู้สูบ นอกจากนี้ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากการได้รับควันบุหรี่มือสองประมาณ 1.2 ล้านคน จะเห็นได้ว่าคนใกล้ตัวก็ยังได้รับควันบุหรี่มือสอง และควันบุหรี่มือสามที่ตกค้างตามสภาพแวดล้อมในบ้าน ส่งผลเสียต่อสุขภาพเทียบเท่ากับการเป็นผู้สูบบุหรี่เอง แม้จะไม่ได้เป็นผู้สูบบุหรี่ก็ตาม
“หากมีคนในครอบครัวดื่มเหล้า อาจทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับ สมอง ตับ หัวใจ และทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อในปอด 2.9 เท่า ผลกระทบและสิ่งที่ตามมาไม่ว่าจะเป็นค่ารักษา เวลาที่ต้องดูแล จึงตกไปอยู่ที่ครอบครัวที่ต้องแบกรับภาระหน้าที่ การนำเสนอเรื่องราวผ่านครอบครัวที่มีประสบการณ์ทั้ง 3 ครอบครัวในเวทีเสวานาฯ วันนี้ จะทำให้เห็นว่า กว่าที่จะมาถึงวันนี้พวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง จึงอยากฝากทุกท่านหากใครที่ยังสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ขับรถด้วยความเร็ว ประมาท หากท่านรักคุณพ่อคุณแม่ ก็ต้องดูแลสุขภาพและใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย ที่สำคัญสำหรับท่านใด เป็นคุณพ่อเป็นหัวหน้าครอบครัวอยากชวนมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นตัวอย่างให้แก่ลูกของท่าน ถือโอกาสในวันพ่อแห่งชาติปีนี้ได้เริ่มต้นทำสิ่งดีๆให้กับตนเองและครอบครัว” นางสาวรุ่งอรุณ กล่าว
นายธนเดช ใจสบาย ลูกชายที่ดูแลพ่อป่วยมะเร็งลำคอ กล่าวว่า ตอนนี้ตนทำทุกทางเพื่อให้พ่อในวัย49 ปี หายจากมะเร็งร้ายที่รุมเร้า คือพ่อดื่มเหล้าสูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ โดยเก็บก้นบุหรี่ที่คนทิ้งแล้วเอามาดูด กระทั่งป่วยเข้ารับการรักษาเมื่อปี 2560 หมอบอกว่าเป็นมะเร็งลำคอ ระยะที่ 4 สาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ ตอนนี้รักษาโรคร้ายมานานกว่า 2 ปี ด้วยการฉายแสงและทำคีโม จนก้อนที่คอมันหายไป แต่หมอยังให้พ่อใส่ท่อหายใจด้วยการเจาะคอ และทุกๆ 3 เดือน พ่อต้องเดินทางจากนครศรีธรรมราช เพื่อมารักษาตัวที่กรุงเทพฯ
“บุหรี่มันเป็นสิ่งที่อันตราย และเวลาเกิดโรคร้ายขึ้นมา มันไม่ได้มีแค่คนสูบที่ได้รับผลกระทบ แต่กระทบถึงคนในครอบครัว เช่น ผมต้องสละสิทธิงานที่ผมสอบติดนิติกร กรมควบคุมโรค เพื่อมาดูแลรักษาพ่อ กระทบทุกคนในครอบครัว ต้องขึ้นมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ช่วงนั้นมันเป็นมรสุมชีวิตที่ยากลำบาก ครอบครัวเรียกว่าล้มละลายเพราะไม่มีรายได้เข้ามา เงินที่เก็บไว้เอาออกมาใช้จนหมด แม้จะใช้สิทธิบัตรทองซึ่งก็ช่วยได้มาก ประกอบกับการเข้ารักษาในโครงการวิจัยของโรงพยาบาลรามาร่วมกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ก็ลดค่าใช้จ่ายได้จำนวนมาก แต่ก็ยังไม่พอค่าใช้จ่ายส่วนต่างที่ยังต้องหมดไปอีกหลายแสนบาท ถ้าไม่มีสองส่วนที่บอกเข้ามาช่วยคิดว่าคงล้มละลาย และที่สำคัญพ่อเองก็ทรมานกับโรคนี้ พ่อยอมทำสิ่งที่ติดมาตลอดทั้งชีวิต แล้วยอมเลิกเพื่อรักษาตัวเอง ทั้งนี้อยากบอกพ่อว่าผมรู้สึกดีใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกพ่อ และได้ทำหน้าที่ลูกดูแลพ่อ จนเกือบจะหายมาเป็นปกติ และขอฝากไปถึงลูกๆให้เตือนคุณพ่อที่ยังเป็นนักดื่มนักสูบ วันพ่อปีนี้ให้เลิกเหล้าเลิกบุหรี่เถอะเพื่อตัวเองเพื่อลูก” นายธนเดช กล่าว