นพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มภาพรวมธุรกิจตลาดอสังหาฯปี 2569 นี้ มองว่าสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่เห็นข่าวดีเท่าไหร่ มองจากภาพเศรษฐกิจแบบนี้ ในปีนี้จึงเน้นประคองตัว หันมาบริหารจัดการกระแสเงินสด ประเมินสถานการณ์ว่าตอนไหนควรรุก ตอนไหนควรรับ เพราะยังมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ โดยตนเองมองว่ามีความท้าทายมากกว่าช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เสียอีก เนื่องจากยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ยังผันผวน หนี้ครัวเรือนสูง การเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ กระทบกำลังซื้ออสังหาฯทุกระดับราคา ดังนั้น ตนเองไม่สามารถจะคาดการณ์ได้ว่า ตลาดอสังหาฯจะฟื้นตัวเมื่อไร เพราะถ้าเปรียบเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจไทยตอนนี้เหมือนคนป่วยโรคเบาหวาน มีโรคแทรกซ้อน ซึมมาเรื่อย ๆ แย่กว่าโรคมะเร็งสะอีก ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไม่แข็งแรง กำลังซื้ออ่อนแอ โดยคาดหวังว่าหลังเลือกตั้งเราจะได้มีรัฐบาลที่มันโยบายใหม่ ๆ จะทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น
ด้าน นายโชคชัย วลิตวรางค์กูร กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ และการดำเนินงานโดยสรุปของบริษัทฯ สำหรับปี 2568 ดังนี้
ในช่วง 11 เดือนแรก ปี 2568 ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) แสดงจำนวนที่อยู่อาศัย
ที่มีการโอนกรรมสิทธิ์โดยผู้ประกอบการ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งตลาดลดลง 18%
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นว่าอุปสงค์โดยรวมในตลาดที่อยู่อาศัยยังอ่อนตัวลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน และอ่อนตัวลงทุกประเภทบ้านทั้งบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม โดยลดลง 13% และ 21% ตามลำดับ
ด้านอุปทาน ข้อมูลจากบริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) แสดงจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปี 2568 ลดลงประมาณ 33% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนการชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งในตลาดบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม
หากพิจารณาเฉพาะตลาดบ้านเดี่ยวซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าหลักของบริษัท แม้ว่าจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ปรับลดลงกว่า 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่คาดว่าจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ยังคงสูงกว่าจำนวนความต้องการซื้อ ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 4 ทำให้ตลาดบ้านเดี่ยวยังคงมีการแข่งขันที่สูงมาก
ส่วนสินค้าคอนโดมิเนียม จำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ ลดลงประมาณ 33% จากปีก่อน โดยเห็นการชะลอการเปิดโครงการในทุกไตรมาส ยกเว้นไตรมาส 3 ที่มีการเปิดตัวมากขึ้นจากไตรมาส 2 ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปลายเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตามคาดว่าจำนวนความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมยังคงลดลงต่อเนื่องจากปีก่อน
สำหรับปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวในอัตราต่ำราว 1.5% ตามการชะลอตัวของภาคการส่งออก ท่ามกลางมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท สินเชื่อรวมยังอยู่ในภาวะหดตัวจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่เผชิญแรงกดดันด้านสภาพคล่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ความเปราะบางของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ อย่างไรก็ดี คาดว่าเศรษฐกิจจะมีปัจจัยบวกในภาคการท่องเที่ยว จากการเปิดเส้นทางการบินใหม่ที่เชื่อมโยงมายังประเทศไทย และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ รวมทั้งเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลที่คาดว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา
ผลการดำเนินงานปี 2568
.jpg)
ปี 2568 สินค้าประเภทบ้านแนวราบ ซึ่งได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝดและทาวน์เฮ้าส์ ยังคงเป็นสินค้าหลักที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทฯ โดยมีสัดส่วนประมาณ 87% ของยอดขาย ที่เหลืออีกประมาณ 13% เป็นสินค้าคอนโดมิเนียม ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 ทำให้ยอดขายคอนโดมิเนียมได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไตรมาส 2 แต่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ณ สิ้นปี มีโครงการคอนโดมิเนียมที่ดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น 6 โครงการ มูลค่าขายคงเหลือรวมกว่า 11,000 ล้านบาท และโครงการบ้านแนวราบอีกกว่า 65,000 ล้านบาท
เมื่อจำแนกตามพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงเป็นพื้นที่หลักในการก่อให้เกิดยอดขาย โดยสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ประมาณ 86% ของยอดขายรวมทั้งหมด ซึ่งเกือบ 60%ของยอดขายรวมมาจากบ้านระดับราคาสูงกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป
ปี 2568 บริษัทฯ มีการเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 3 โครงการ มูลค่า 8,960 ล้านบาท ลดลง 70% จากปีก่อน โดยเป็นสินค้าแนวราบทั้งหมด และมีการเลื่อนไปเปิดในปี 2569 จำนวน 1 โครงการ คือโครงการ “Nantawan Prestige ราชพฤกษ์ - พรานนก” มูลค่า 2,200 ล้านบาท เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานบริเวณหน้าโครงการของหน่วยงานรัฐยังไม่พร้อมใช้งาน
ในระหว่างปี บริษัทฯ ไม่มีการลงทุนซื้อที่ดินเพิ่มเติมสำหรับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขาย ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมั่นใจว่ามีที่ดินพร้อมพัฒนาในระดับที่เหมาะสมและเพียงพอต่อแผนการดำเนินงาน
นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน ได้เปิดเผยฐานะการเงินของบริษัทฯ และการดำเนินงานด้านอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าของบริษัทฯ สำหรับปี 2568 ดังนี้
ผลการดำเนินงานปี 2568
ในด้านฐานะทางการเงิน บริษัทฯ ยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงจากการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ดีและจากสินทรัพย์ลงทุนที่มีอยู่ ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ออกหุ้นกู้มูลค่ารวม 13,200 ล้านบาท อายุ 2-3 ปี โดยมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.16% ต่อปี เพื่อคืนหุ้นกู้เดิม และใช้หมุนเวียนในการดำเนินงาน
ณ สิ้นปี 2568 บริษัทฯ มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิ ประมาณ 64,000 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ประมาณ 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.82%
สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและบริการ ปัจจุบัน บริษัทฯ มีโครงการที่พัฒนาและอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทฯ ทั้งหมด 17 แห่ง ประกอบด้วยโรงแรม Grande Centre Point ที่เปิดดำเนินการ แล้ว 9 แห่ง (ขายเข้ากองทรัสต์ 6 แห่ง) และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 แห่ง ศูนย์การค้า Terminal 21
3 แห่ง (ขายเข้ากองทรัสต์ 2 แห่ง) รวมถึง อะพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกาอีก 3 แห่ง
ในปีที่ผ่านมา คาดว่ารายได้ทั้งปีจะลดลงประมาณ 12% จากปีก่อน เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆที่มีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงและจากการที่บริษัทฯได้ขายทรัพย์สินให้เช่าทำให้รายได้จากตึกเหล่านั้นหายไป
ในเดือน พฤศจิกายน 2567 บริษัทฯ ได้ขายศูนย์การค้า Terminal 21 พัทยา ให้กับทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ แอล เอช ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ (LHSC) ทำให้ในปี 2568 ไม่มีรายได้จากศูนย์การค้าดังกล่าว และเดือนพฤษภาคม 2568 บริษัทฯ ได้ขายอะพาร์ตเมนต์ในสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ Parc at Pruneyard และ Revere ทำให้รายได้จากตึกดังกล่าวหายไปในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตามการเปิดตัวโรงแรมใหม่ในประเทศไทย สามารถเปิดดำเนินการได้เร็วกว่าแผนที่วางไว้โดย ในปี 2568 บริษัทได้เปิดดำเนินการโรงแรมใหม่ 2 แห่งได้แก่โรงแรม Grande Centre Point Lumphini ในเดือน เมษายน 2568 และ Grande Centre Point Prestige ในเดือนธันวาคม 2568 จากเดิมที่วางแผนเปิดไว้ในปี 2569
โดยรวมแล้วปี 2568 บริษัทฯ มีการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าและบริการ ในโรงแรม Grande Centre Point ทั้ง 4 แห่ง (Lumphini, Prestige, Voyage และ Chinatown) เป็นมูลค่าประมาณ 4,400 ล้านบาท

นายอาชวิณ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยแผนการดำเนินงานปี 2569 ของบริษัทฯ ทั้งในธุรกิจบ้านจัดสรร และธุรกิจให้เช่าและบริการ ดังนี้
แผนการดำเนินงานปี 2569 :
เปิดตัวโครงการใหม่ระดับกลาง–บน 2 โครงการ
ลดระดับสินค้าคงเหลือและระดับหนี้สินต่อทุน
เดินหน้าขยายและพัฒนาธุรกิจให้เช่าอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2569 บริษัทฯ วางแผนเปิดโครงการใหม่ 2 โครงการ ได้แก่ Nantawan Prestige ราชพฤกษ์-พรานนก บ้านเดี่ยวระดับราคา 60-100 ล้านบาท และ Chaiyapruek 3 รามอินทรา-วงแหวน บ้านเดี่ยวระดับราคา 10-13 ล้านบาท มูลค่ารวมของโครงการใหม่ประมาณ 3,660 ล้านบาท
เมื่อรวมกับโครงการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน จำนวนโครงการที่ดำเนินการในปี 2569 จะมีทั้งหมด 69 โครงการ มูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยเป็นสินค้าแนวราบ 63 โครงการ มูลค่าประมาณ 69,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท โดยเป็นโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมโอน 5 โครงการ และอีก 1 โครงการคือ โครงการวันเวลา ณ เจ้าพระยา คาดว่าจะสร้างเสร็จและเริ่มโอนได้ในช่วงกลางไตรมาส 4
บริษัทฯ ได้เตรียมงบลงทุนไว้ทั้งหมดประมาณ 4,500 ล้านบาท ประกอบด้วย
งบสำหรับการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย 2,000 ล้านบาท
งบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า 2,500 ล้านบาท
บริษัทฯ วางแผนเปิดตัวโรงแรมใหม่ในประเทศไทยอีก 1 แห่งในเดือนตุลาคมคือ Grande Centre Point Voyage ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งที่ 3 ในพัทยา ต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ Grande Centre Point Space Pattaya โดยเป็นโรงแรมขนาด 494 ห้อง พร้อมทั้งสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในเครือโรงแรม Grande Centre Point ตามด้วย Grande Centre Point Chinatown ที่วางแผนเปิดในปี 2571
บริษัทฯ มีแผน ที่จะขายโรงแรมในประเทศไทยจำนวน 1 แห่งเข้ากองทรัสต์ฯ และโครงการในสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 แห่ง
บริษัทฯ คาดว่าจะออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่จะครบกำหนด และคาดว่า ณ สิ้นปี 2569 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิจะลดลงอยู่ในระดับประมาณ 1 เท่า
รายละเอียดโครงการเปิดใหม่ในปี 2569
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า
บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าในประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา โดยธุรกิจ ในประเทศไทย ดำเนินงานภายใต้ชื่อบริษัท แอลเอชมอลล์แอนด์โฮเทล (LHMH) และธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา ดำเนินงานภายใต้ชื่อบริษัท แอลเอชยูเอสเอ (LHUSA) ประกอบด้วยโรงแรม ห้างสรรพสินค้า อะพาร์ตเมนต์ และพื้นที่สำนักงานให้เช่า รายละเอียดของโครงการทั้งหมดที่แสดงเป็นรายได้จากโรงแรมและค่าเช่าในงบกำไรขาดทุน ปรากฎดังตารางต่อไปนี้
โครงการในประเทศไทย (ล้านบาท)
|
ลำดับ |
โครงการ |
มูลค่า |
เจ้าของ |
ประเภท |
ทำเลที่ตั้ง |
ปีที่คาดว่า |
|
|
|
การพัฒนา |
|
|
|
ดำเนินงาน |
|
1 |
Grande Centre Point Ploenchit |
1,500 |
LHPF-II |
โรงแรม |
กรุงเทพ |
ดำเนินงานแล้ว |
|
2 |
Grande Centre Point Ratchadamri |
2,600 |
LHHOTEL |
โรงแรม |
กรุงเทพ |
ดำเนินงานแล้ว |
|
3 |
Grande Centre Point Terminal 21 |
2,000 |
LHHOTEL |
โรงแรม |
กรุงเทพ |
ดำเนินงานแล้ว |
|
4 |
Grande Centre Point Sukhumvit 55 |
1,900 |
LHHOTEL |
โรงแรม |
กรุงเทพ |
ดำเนินงานแล้ว |
|
5 |
Grande Centre Point Pattaya |
1,600 |
LHHOTEL |
โรงแรม |
พัทยา |
ดำเนินงานแล้ว |
|
6 |
Grande Centre Point Space Pattaya |
3,200 |
LHHOTEL |
โรงแรม |
พัทยา |
ดำเนินงานแล้ว |
|
7 |
Terminal 21 Rama 3 |
3,600 |
LHMH |
ศูนย์การค้า |
กรุงเทพ |
ดำเนินงานแล้ว |
|
8 |
Grande Centre Point Surawong |
1,900 |
LHMH |
โรงแรม |
กรุงเทพ |
ดำเนินงานแล้ว |
|
9 |
Grande Centre Point Lumphini |
4,600 |
LHMH |
Mixed-use |
กรุงเทพ |
ดำเนินงานแล้ว |
|
10 |
Grande Centre Point Prestige |
4,600 |
LHMH |
โรงแรม |
กรุงเทพ |
ดำเนินงานแล้ว |
|
11 |
Grande Centre Point Voyage |
4,300 |
LHMH |
โรงแรม |
พัทยา |
Q4’69 |
|
12 |
Grande Centre Point Chinatown |
3,600 |
LHMH |
โรงแรม |
พัทยา |
Q2’71 |
|
|
รวมมูลค่าเงินพัฒนาโครงการ |
35,400 |
|
|
|
|
โครงการในสหรัฐอเมริกา (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
|
ลำดับ |
โครงการ |
มูลค่า |
ประเภท |
ทำเลที่ตั้ง |
ปีที่คาดว่า |
|
|
|
|
เงินลงทุน |
|
|
ดำเนินงาน |
|
|
1 |
Yard |
127 |
อะพาร์ตเมนต์ |
Portland, OR |
ดำเนินงานแล้ว |
|
|
2 |
SpringHill |
31 |
โรงแรม |
Anaheim, CA |
ดำเนินงานแล้ว |
|
|
3 |
Residence Inn |
68 |
โรงแรม |
Manhattan Beach, CA |
ดำเนินงานแล้ว |
|
|
|
รวมมูลค่าเงินลงทุนในโครงการ |
226 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|